วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2557

แบบทดสอบสารสนเทศ

แบบทดสอบสารสนเทศ
ข้อที่ 1)
ข้อใดหมายถึงข้อมูล
   สิ่งต่าง ๆ ที่เรารับรู้ได้
   สิ่งที่ถูกต้องและเชื่อถือได้
   ข้อเท็จจริงที่แสดงในหนังสือเรียน 
   ข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันว่าถูกต้อง 

ข้อที่ 2)
ข้อใดไม่ใช่ลักษณะที่ดีของข้อมูล
   มีความถูกต้อง 
   มีความทันสมัย
   มีความสวยงาม
   มีความน่าเชื่อถือ

ข้อที่ 3)
ข้อใดใช้รับข้อมูลในรูปแบบการแบ่งข้อมูลตามลักษณะของข้อมูล
   ประสาทสัมผัสของร่างกาย 
   ฮาร์ดแวร์ของคอมพิวเตอร์
   ผู้ใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ 
   ซอฟต์แวร์ของระบบอิเล็กทรอนิกส์

ข้อที่ 4)
การแบ่งข้อมูลตามการจัดเก็บในสื่ออิเล็กทรอนิกส์คล้ายกับการแบ่งข้อมูลในข้อใด
   การแบ่งข้อมูลตามลักษณะของข้อมูล 
   การแบ่งข้อมูลตามระบบคอมพิวเตอร์
   การแบ่งข้อมูลตามแหล่งข้อมูลที่ได้รับ 
   การแบ่งข้อมูลตามการจัดเก็บในสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ข้อที่ 5)
ข้อใดคือประเภทของข้อมูลที่แบ่งตามแหล่งข้อมูลที่ได้รับ
   ข้อมูลที่ได้จากสื่ออิเล็กทรอนิกส์
    ข้อมูลปฐมภูมิและข้อมูลทุติยภูมิ
   ข้อมูลตัวอักษรและข้อมูลรูปภาพ
    ข้อมูลที่ได้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 

ข้อที่ 6)
ข้อใดคือข้อมูล
   น้ำหนักตัว
    คะแนนสะสม 
   กราฟแสดงคะแนนสอบ
   แผนภูมิแสดงพัฒนาการของนักเรียน

ข้อที่ 7)
ข้อใดคือนามสกุลต่อท้ายชื่อข้อมูลภาพที่จัดเก็บในสื่ออิเล็กทรอนิกส์
   .bmp 
   .doc 
   .mp3 
   .wav

ข้อที่ 8)
ข้อใดหมายถึงสารสนเทศ
   ข้อมูลที่มีจำนวนมากที่สุด
   ข้อมูลที่ใช้ในคอมพิวเตอร์
   ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผล 
   ข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว

ข้อที่ 9)
สารสนเทศที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร
   ถูกต้อง น่าเชื่อถือ และทันสมัย
   สั้นได้ใจความ น่าเชื่อถือ และทันสมัย
   ครบถ้วน ทันสมัย และใช้เวลานำเสนอน้อย
   ถูกต้อง สั้นได้ใจความ และใช้เวลานำเสนอน้อย

ข้อที่ 10)
ข้อใดไม่ใช่การแบ่งสารสนเทศตามรูปแบบที่นำเสนอ
   สารสนเทศที่มีลักษณะเป็นเสียง
   สารสนเทศที่มีลักษณะเป็นข้อความ
   สารสนเทศที่มีลักษณะเป็นต้นแบบ
   สารสนเทศที่มีลักษณะเป็นโสตทัศนวัสดุ

ข้อที่ 11)
ข้อใดกล่าวถึงข้อมูลทุติยภูมิได้ถูกต้อง
   ตรงต่อความต้องการมากที่สุด
   เป็นข้อมูลที่ผู้อื่นรวบรวมและบันทึกไว้
   เป็นการแบ่งข้อมูลตามระบบคอมพิวเตอร์
   สามารถรวบรวมได้โดยการบันทึกจากแหล่งข้อมูลนั้นโดยตรง

ข้อที่ 12)
เครื่องหมายการค้าที่สร้างด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นข้อมูลประเภทใด
   ข้อมูลกราฟิก
   ข้อมูลตัวอักษร
   ข้อมูลเชิงจำนวน
   ข้อมูลภาพลักษณ์

ข้อที่ 13)
ข้อใดคือข้อดีของข้อมูลปฐมภูมิ
   มีความน่าเชื่อถือสูง
   ผ่านการประมวลผลแล้ว
   รูปแบบการนำเสนอสวยงาม
   ใช้เวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลน้อย

ข้อที่ 14)
การแบ่งข้อมูลรูปแบบใดที่จะมีนามสกุลของไฟล์แสดงลักษณะของข้อมูล
   การแบ่งข้อมูลตามลักษณะของข้อมูล
   การแบ่งข้อมูลตามระบบคอมพิวเตอร์
   การแบ่งข้อมูลตามแหล่งข้อมูลที่ได้รับ
   การแบ่งข้อมูลตามการจัดเก็บในสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ข้อที่ 15)
AA.gif เป็นข้อมูลที่จัดเก็บในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ประเภทใด
   ข้อมูลภาพ
   ข้อมูลเสียง
   ข้อมูลอักขระ
   ข้อมูลภาพเคลื่อนไหว

ข้อที่ 16)
สแกนเนอร์เป็นฮาร์ดแวร์ที่ใช้สำหรับรับข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์รูปแบบใด
   ข้อมูลกราฟิก
   ข้อมูลตัวอักษร
   ข้อมูลเชิงจำนวน
   ข้อมูลภาพลักษณ์

ข้อที่ 17)
ข้อใดไม่ใช่ข้อมูลเชิงจำนวน
   จำนวนดินสอที่มีทั้งหมด
   หมายเลขทะเบียนรถยนต์
   ความยาวของหลอดกาแฟ
   คะแนนสอบวิชาคณิตศาสตร์

ข้อที่ 18)
ข้อใดหมายถึงข้อมูลภาพลักษณ์
   ข้อมูลที่ได้จากการสแกน
   ข้อมูลที่แสดงลักษณะของภาพ
   ข้อมูลที่สามารถนำมาคำนวณได้
   ข้อมูลที่เกิดจากจุดพิกัดทางคอมพิวเตอร์

ข้อที่ 19)
สารสนเทศแข็งและสารสนเทศอ่อนเป็นการแบ่งสารสนเทศรูปแบบใด
   การแบ่งสารสนเทศตามหลักแห่งคุณภาพ
   การแบ่งสารสนเทศตามขั้นตอนการพัฒนาสารสนเทศ
   การแบ่งสารสนเทศตามการนำไปใช้งาน
   การแบ่งสารสนเทศตามรูปแบที่นำเสนอ

ข้อที่ 20)
ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของสารสนเทศ
   ช่วยในการวางแผน
   ช่วยให้เรารับรู้สิ่งต่าง ๆ
   ช่วยพัฒนาและควบคุมงาน
   ช่วยลดความผิดพลาดในการตัดสินใจ

ผลกระทบของสารสนเทศ


ผลกระทบของสารสนเทศ
การขยายตัวของเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขีดความสามารถในการใช้งาน เพิ่มขึ้นขณะเดียวกันก็มีราคาถูกลง มีการประยุกต์ใช้งานอย่างกว้างขวาง จนกล่าวได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับมนุษย์ทุกคนไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยในอดีต สหรัฐฯ เป็นประเทศเกษตรกรรม มีผลผลิตทางด้านการเกษตรเป็นสินค้าหลัก ต่อมา เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตเป็นประเทศอุตสาหกรรม ปริมาณสัดส่วนของสินค้า ด้านอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และในปัจจุบันโครงสร้างการผลิตของสหรัฐฯ เน้นไปที่ธุรกิจการให้บริการ และการใช้สารสนเทศกันมาก ทำให้สัดส่วนการผลิตสินค้า เกษตรลดลงไม่ถึง 5% ของสินค้าทั้งหมด ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมก็มีมูลค่าน้อยกว่า อุตสาหกรรมบริการ ซึ่งใช้ข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นหลัก หากมองภาพการใช้คอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารทั่วไปของโลก ปัจจุบันมูลค่า ของสินค้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งประเทศที่พัฒนา แล้ว 10 ประเทศมีสัดส่วนการใช้คอมพิวเตอร์มากถึงกว่า 90% ของปริมาณการใช้ คอมพิวเตอร์ทั่วโลก ประเทศที่พัฒนาแล้ว 10 อันดับ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก และแอฟริกาใต้ ถ้าพิจารณาบริษัทผู้ผลิตสินค้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศพบว่า ประเทศผู้ผลิต เพื่อส่งออกขายมีเพียงไม่กี่ประเทศ ประเทศเหล่านี้ส่วนมากมีเทคโนโลยีของตนเองมี การค้นคิด วิจัยและพัฒนาสินค้าให้ก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา จากความก้าวหน้าของคอมพิวเตอร์และเครื่องมือสื่อสาร ทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ มี ขนาดเล็กลง แต่มีความสามารถเพิ่มขึ้น และมีราคาถูกลงจนผู้ที่สนใจสามารถหาซื้อมา ใช้ได้ จนแทบกล่าวได้ว่าบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศจะเข้ามามีส่วนในทุกบ้าน เพราะเครื่องใช้อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่มีส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ และระบบสื่อสารอยู่ด้วยเสมอ

องค์ประกอบสารสนเทศ

องค์ประกอบสารสนเทศ
ส่วนประกอบที่สำคัญของระบบสารสนเทศมี ส่วนคือ
1. ฮาร์ดแวร์(เครื่องจักรอุปกรณ)์ เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการจัดการสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ช่วยประมวลผล คัดเลือก คำนวณ หรือพิมพ์รายงาน ผลตามที่ต้องการ คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานได้รวดเร็ว มีความแม่นยำในการทำงาน และทำงานได้ต่อเนื่อง คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่าง ๆ จึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบสารสนเทศ
2. ซอฟต์แวร์ คือลำดับขั้นตอนคำสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ ทำงานตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ซอฟต์แวร์ จึงหมายถึงชุดคำสั่งที่เรียง เป็นลำดับขั้นตอนสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามต้องการ และประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
3. ข้อมูลเป็นวัตถุดิบที่ทำให้เกิดสารสนเทศ ข้อมูลที่เป็นวัตถุดิบจะต่างกัน ขึ้นกับสารสนเทศที่ต้องการ เช่น ในสถานศึกษามักจะต้องการ สารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลนักเรียน ข้อมูลผลการเรียน ข้อมูลอาจารย์ ข้อมูลการใช้จ่ายต่าง ๆ ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญประการหนึ่งที่มีบทบาทต่อการให้เกิด สารสนเทศ
4. บุคลากร เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ เพราะบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และเข้าใจวิธีการให้ได้มาซึ่งสารสนเทศ จะเป็นผู้ดำเนินการ ในการทำงานทั้งหมด บุคลากรจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ บุคลากรภายในองค์กรเป็นส่วนประกอบที่จะทำให้เกิด ระบบสารสนเทศด้วยกันทุกคน เช่น ร้านขายสินค้าแห่งหนึ่ง บุคลากรที่ดำเนินการในร้านค้าทุกคน ตั้งแต่ผู้จัดการถึงพนักงานขาย เป็นส่วนประกอบที่จะทำให้เกิดสารสนเทศได้

5.ขั้นตอนการปฏิบัติงานเป็นระเบียบวิธีการปฏิบัติงานในการจัดเก็บรักษาข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่จะทำให้เป็นสารสนเทศได้ เช่น กำหนดให้ มีการป้อนข้อมูลทุกวัน ป้อนข้อมูลให้ทันตามกำหนดเวลา มีการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องอยู่เสมอ กำหนดเวลาในการประมวลผล การทำรายงาน การดำเนินการ ต่าง ๆ ต้องมีขั้นตอน หากขั้นตอนใดมีปัญหาระบบก็จะมีปัญหาด้วย เพราะทุกขั้นตอนมีผลต่อระบบสารสนเทศ

การจัดการสารสนเทศ


การจัดการสารสนเทศ (Information management) คือ การวางแผน จัดหา รวบรวม จัดเก็บ รักษา และส่งต่อแพร่กระจายสารสนเทศไปยังผู้ใช้ เพื่อประโยชน์ในการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือ ทั้งนี้ เพื่อปรับปรุงพัฒนาสมรรถนะการบริหารงานและการดำเนินงานขององค์กร สร้างนวัตกรรม เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และมุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
การจัดการสารสนเทศ เป็นการบริหารจัดการขององค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน มักจะมีรายละเอียดปลีกย่อยลงไปแล้วแต่ประเภทและขนาดขององค์กร ไม่ได้มีลักษณะเป็น ” อาจเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่จัดเก็บและบริการสารสนเทศโดยตรง เช่น ห้องสมุด หรือองค์กรที่ใช้สารสนเทศในการดำเนินธุรกิจทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ หรือระดับประเทศก็ได้ ปัจจุบันมีธุรกิจรับจ้างจัดการสารสนเทศสำหรับองค์กรภาคธุรกิจเกิดขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการสารสนเทศภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผลิตสารสนเทศที่ถูกต้อง มีคุณภาพ ทันสมัย และเชื่อถือได้ มีการใช้เมทาดาทาที่ถูกต้อง จัดทำฐานข้อมูลและจัดทำเหมืองข้อมูล โดยดึงข้อมูลแต่ละกลุ่มที่กำหนดไว้ในแผนที่สารสนเทศ ขึ้นมาใช้เมื่อต้องการ กำหนดวัตถุประสงค์ของการใช้สารสนเทศ การเข้าถึงสารสนเทศ กำหนดว่าใครมีสิทธิเข้าถึงได้ ใครที่ไม่มีสิทธิเข้าถึง การจัดเก็บและรักษาความปลอดภัยของสารสนเทศ การกำจัดสารสนเทศที่ไม่ใช้แล้ว หรือไม่มีประโยชน์ การจัดการระเบียนเอกสารสำคัญต่างๆ เช่น เอกสารทางกฎหมาย การเงิน การค้า งานวิจัย ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น ระบบการจัดการสารสนเทศ  อาจแยกย่อยตามประเภทและกิจกรรมของสารสนเทศ เช่น ระบบการจัดการเอกสาร ระบบการจัดการระเบียนบันทึก ระบบการจัดการเนื้อหาบนเว็บ ระบบการจัดการคลังสื่อดิจิทัล ระบบการจัดการสื่อการเรียนการสอน ระบบการจัดการห้องสมุด เป็นต้น การจัดการสารสนเทศประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ประการคือ 1. มนุษย์ 2. กระบวนการ  3. เทคโนโลยี 4. เนื้อหา  ดังนั้น การจัดการสารสนเทศไม่ได้เกี่ยวข้องแค่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ สถาปัตยกรรมโครงสร้างของสารสนเทศ เมทาดาทา และคุณภาพของเนื้อหาด้วย 

ข้อมูลสารสนเทศ


ข้อมูลสารสนเทศ
สารสนเทศ เป็นผลลัพธ์ของการประมวลผล การจัดดำเนินการ และการเข้าประเภทข้อมูลโดยการรวมความรู้เข้าไปต่อผู้รับสารสนเทศนั้น สารสนเทศมีความหมายหรือแนวคิดที่กว้าง และหลากหลาย ตั้งแต่การใช้คำว่าสารสนเทศในชีวิตประจำวัน จนถึงความหมายเชิงเทคนิค ตามปกติในภาษาพูด แนวคิดของสารสนเทศใกล้เคียงกับความหมายของการสื่อสาร  คือสิ่งที่เชื่อถือได้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์สำหรับการตัดสินใจและการวางแผน หรือการทำงานได้ สารสนเทศอ่อน มีคุณสมบัติตรงข้ามกับสารสนเทศแข็ง คือ เชื่อถือได้น้อย ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ประโยชน์ คือ สามารถสร้างความมั่นใจและการวางแผน ตัวอย่างเช่น การที่เราได้รับข้อมูลหรือสิ่งต่างๆรอบตัวมาอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่จริงหรือจริงก็ได้ สิ่งที่ได้กล่าวไปข้างต้นคือ ข้อมูลสารสนเทศอ่อน แต่สารสนเทศแข็ง คือ ข้อมูลนั้นจะต้องถูกตรวจสอบ หรือ ลงมือทำก่อนเป็นการพิสูจน์หลักฐานก่อนแต่ต้องเป็นความจริงหรือเท็จก็แจเป็นไปได้ ข้อดีข้อมูลสารสนเทศอ่อน คือ สร้างความอยากรู้อยากลองเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเพราะอาจจะรับข้อมูลในสิ่งที่ผิดๆแต่ถ้าเรามีข้อมูลควรที่จะคิดหรือตรวจสอบให้ดีเสียก่อนจึงสร้างสามารถนำมาปฏิบัติหรือวางแผนในอนาคตได้ ข้อดีของข้อมูลสารสนเทศแข็ง คือ เป็นข้อมูลที่ได้รับการตรวจได้มาว่าถูกต้องหรือเท็จเราก็สามารถได้รับข้อมูลที่ถูกต้องหรือผิดได้ ข้อเสียข้อมูลสารสนเทศอ่อน คือ สารสนเทศอ่อน มีคุณสมบัติตรงข้ามกับสารสนเทศแข็ง คือ เชื่อถือได้น้อย ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ตัวอย่างข้อมูลสารสนเทศอ่อน คือ บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนยังคงแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทย และจะแผ่เสริมลงมาอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2556 ทำให้โดยอุณหภูมิจะลดลงอีก 4-6 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง ตัวอย่างข้อมูลสารสนเทศแข็ง คือ เราต้องรอเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงๆก่อนเราสามารถบ่งบอกได้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม 

หน่วยแสดงผล/ความรอง

หน่วยแสดงผล/ความรอง
หน่วยแสดงผล  (Output Unit) ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์จากคอมพิวเตอร์ โดยมากจะแบ่งออกเป็น 2ประเภท
หน่วยแสดงผลชั่วคราว (Soft Copy)  หมายถึงการแสดงผลออกมาให้ผู้ใช้ได้รับทราบในขณะนั้น แต่เมื่อเลิกการทำงานหรือเลิกใช้แล้วผลนั้นก็จะหายไป ไม่เหลือเป็นวัตถุให้เก็บได้ ถ้าต้องการเก็บผลลัพธ์นั้นก็สามารถส่งถ่ายไปเก็บในรูปของข้อมูลในหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง เพื่อให้สามารถใช้งานได้ในภายหลัง ได้แก่

จอภาพ 
            เป็นอุปกรณ์ที่รับสัญญาณจากการ์ดแสดงผล มาแสดงเป็นภาพบน จอภาพ ซึ่งเทคโนโลยีจอภาพในปัจจุบันคงจะเป็น จอภาพแบบ Trinitron และ Flat Screen(จอแบน) ไม่ว่าจะเป็น CRT(moniter ทั่วไป) หรือ LCD (จอที่มีลักษณะ
แบนเรียบทั้งตัวเครื่อง) จอแบนจะมีประสิทธิภาพ ในการแสดงผลมากกว่าจอปกติ เพราะสามารถลดแสดงสะท้อนได้ดี กว่าทำให้ไม่เกิดอาการเมื่อยล้า และปวดตา
เมื่อต้องทำงานนาน ๆ แต่ ราคาของจอแบนยังมีราคาสูงกว่า จอปกติพอสมควร
ทำให้ยังไม่เป็น ที่นิยมมากนัก แต่ในอนาคตอันใกล้จอแบนคงจะมีราคาที่ถูกกว่านี้
และเป็นมาตรฐานของจอภาพคอมพิวเตอร์ในอนาคต
อุปกรณ์เสียง
  
 หน่วย แสดงเสียง ซึ่งประกอบขึ้นจาก ลำโพง (Speaker) และการ์ดเสียง (Sound card) เพื่อให้ผู้ใช้สามารถฟังเพลงในขณะทำงาน หรือให้เครื่องคอมพิวเตอร์รายงานเป็นเสียงให้ทราบเมื่อเกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น ไม่มีกระดาษในเครื่องพิมพ์ เป็นต้น รวมทั้งสามารถเล่นเกมส์ที่มีเสียงประกอบได้อย่างสนุกสนาน โดยลำโพงจะมีหน้าที่ในการแปลงสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ให้เป็นเสียง เช่นเดียว กับลำโพงวิทยุ
เครื่องพิมพ์ (Printer)

     เครื่องพิมพ์ (Printer) เป็นอุปกรณ์ที่นิยมใช้กันมาก และมีให้เลือกหลากหลายชนิดขึ้นกับคุณภาพและความละเอียดของการพิมพ์ ความเร็วในการพิมพ์ ขนาดกระดาษสูงสุดที่สามารถพิมพ์ได้ และเทคโนโลยีที่ใช้ในการพิมพ์
ครื่องพลอตเตอร์ (Plotter)

                        ใช้วาดหรือเขียนภาพสำหรับงานที่ต้องการความละเอียดสูง ๆ เนื่องจากพลอตเตอร์จะใช้ปากกาในการวาดเส้นสายต่าง ๆ ทำให้ได้เส้นที่ต่อเนื่องกันตลอด ในขณะที่เครื่องพิมพ์ทั่วไปจะใช้วิธีพิมพ์จุดเล็ก ๆ ประกอบขึ้นเป็นเส้น ทำให้ได้เส้นที่ไม่ต่อเนื่องกันสนิท พลอตเตอร์นิยมใช้กับงานออกแบบทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมที่ต้องการความสวย งามและความละเอียดสูง มีให้เลือกหลากหลายชนิดโดยจะแตกต่างกันในด้านความเร็ว ขนาดกระดาษ และจำนวปากกาที่ใช้เขียนในแต่ละครั้ง มีราคาแพงกว่าเครื่องพิมพ์ธรรมดามาก

หน่วยประมวลผลกลางและหน่วยความจําหลัก

หน่วยประมวลผลกลางและหน่วยความจําหลัก
รูป CPU
หน่วย ประมวลผลกลาง หรือซีพียู เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสำคัญที่สุดในระบบคอมพิวเตอร์ ตัวซีพียูเป็นวงจรรวมชิ้นเดียวที่ติดตั้งในแผงหลักเรียกว่า ไมโครชิป ทำหน้าที่ประมวลผลจึงเรียกว่า ไมโครโพรเซสเซอร์ ภายในซีพียูประกอบด้วยหน่วยการทำงานหลัก 2 หน่วยคือ หน่วยคำนวณและตรรกะ  และหน่วยควบคุม 

 1. หน่วยคำนวณและตรรกะ

ทำหน้าที่คำนวณและเปรียบเทียบการคำนวณ เช่น การบวก การลบ การคูณ การหาร ซึ่งเป็นการรับคำสั่งมาจากหน่วยควบคุม และจากความต้องการของโปรแกรมที่กำลังทำงานอยู่ในขณะนั้น หน่วยคำนวณมีความเร็วในการประมวลผลสูงมาก สามารถคำนวณตัวเลขได้มากกว่า 10 ล้านชุดต่อวินาที นอกจากการคำนวณแล้วยังสามารถเปรียบเทียบค่าทางตรรกะ เช่น มากกว่า น้อยกว่า เท่ากัน ไม่เท่ากัน ได้อย่างรวดเร็ว เช่น มีการเปรียบเทียบคำว่า BAKER กับ BACON  ที่เข้ามาในหน่วยคำนวณ หน่วยตรรกะจะเปรียบเทียบคำทั้งสองตามลำดับอักษรทีละตัวและเรียงลำดับให้ใหม่ เป็นคำแรกคือ BACON และคำที่สองคือ BAKER
ตรรกะในซีพียูจะเปรียบเทียบค่าของตัวเลขเท่านั้น ตัวอักษรต่างๆ บนแผงแป้นอักขระจะมีรหัสตัวเลขกำกับเป็นมาตรฐานสากล ทั้งรหัสของเลขฐานสิบ  ฐานสิบหก และฐานสอง ผลที่ได้จากการคำนวณจะส่งไปเก็บในหน่วยความจำหลัก

                  2. หน่วยควบคุม

การทำงานของหน่วยควบคุมจะครอบคลุมไปทุกหน่วย ตัวอย่างเช่น โปรแกรมสินค้าคงคลัง ต้องการให้นำจำนวนสินค้าไปคูณกับราคาสินค้านั้น หน่วยควบคุมจะดำเนินการเป็นคำสั่งต่อไปนี้
– ออกคำสั่งให้หน่วยรับเข้าอ่านจำนวนสินค้าและราคาตามรหัสที่ระบุเข้ามาเก็บในหน่วยความจำหลัก
– สั่งการให้ ALU คัดลอกข้อมูลทั้งสองจากหน่วยความจำเข้ามาแล้วคูณจำนวนทั้งสอง ได้ผลรวมแล้วส่งกลับไปเก็บในหน่วยความจำ
– เก็บผลการคำนวณในหน่วยความจำรอง แล้วย้อนกลับไปตรวจสอบ คำนวณจนกว่าจะหมดค่าที่กำหนด
– แสดงผลลัพธ์ทางหน่วยส่งออก

หน่วยความจำหลัก

 เมื่อข้อมูลถูกอ่านจากหน่วยรับเข้าแล้วจะถูกเก็บในหน่วยความจำหลัก  หรือแรม เพื่อรอการประมวลผลต่อไป หน่วยความจำหลักมี 3 ชนิด ได้แก่

 1. หน่วยความจำแรม (RAM : random access memory)

หน่วยความจำแรมที่ใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีทั่วๆ ไปเป็นหน่วยความจำชนิด dynamic หรือ DRAM  ภายในชิปแต่ละตัวถูกแบ่งเป็นแถว (row) และคอลัมน์ (column) เป็นช่องเล็กๆ แต่ละช่องเก็บข้อมูลเป็นจำนวนบิตไว้ในรูปของสัญญาณไฟฟ้า แรมชนิดนี้จึงต้องมีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา ข้อเสียของไดนามิคแรมคือการคายประจุเมื่อเวลาผ่านทำให้ข้อมูลผิดพลาดได้ จึงต้องมีการกระตุ้นสัญญาณ (refresh) ให้ประจุคงตัวอยู่ตลอดเวลา refresh rate ทำให้การอ่านและบันทึกข้อมูลช้าลง
ตำแหน่งต่างๆ ภายในหน่วยความจำชนิดนี้สามารถระบุที่อยู่ (address) เป็นแถวและคอลัมน์ได้ แต่ละตำแหน่งสามารถเข้าถึงได้อย่างอิสระ (random access) เป็นหน่วยความจำที่ใช้เก็บโปรแกรมและข้อมูลต่างๆ ที่ทำงานอยู่ในขณะนั้น
หน่วยความจำแรมได้รับการพัฒนาต่อเนื่องเป็นรุ่นต่างๆ ได้แก่ fast page DRAM ใช้กับเครื่องรุ่นแรกๆ เช่น 80486 อีดีโอแรม (EDO : extended data output) ใช้กับซีพียูเพนเทียมยุคแรกๆ SDRAM (synchronous dynamic random access memory)  ใช้กับซีพียูเพนเทียม II และเพนเทียม III แรมชนิด DDR (double data rate SDRAM) ใช้กับซีพียูเพนเทียม 4 รุ่น socket 478 และ DDR II ขึ้นไป ใช้กับ socket 775 เช่น Celeron E1200 Dual Core Core 2 Duo ดังนั้นก่อนที่จะเพิ่มหน่วยความจำในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ต้องตรวจดู ว่าเป็นเครื่องรุ่นใดด้วย

                  2. หน่วยความจำรอม (ROM : read only memory)

หน่วยความจำรอมใช้เก็บโปรแกรมเริ่มต้นระบบของคอมพิวเตอร์ ซึ่งติดตั้งมาจากบริษัทผู้ผลิตรอมนั้น เช่น รอมไบออสของบริษัท Award Software หน่วยความจำรอมแบ่งเป็นชนิดต่างๆ ดังนี้